เรียนรู้และเข้าใจเรื่องคำซ้อนในภาษาไทย

สารบัญ

Add LINE friends for one click to find article. Add LINE friends for one click to find article.

คำซ้อน เป็นหนึ่งในบทเรียนหลักภาษาไทยเรื่องการสร้างคำ น้อง ๆ หลายคนอาจจะเคยสับสนกับวิธีสร้างคำซ้อน ไม่รู้ว่าแบบไหนกันแน่ที่เรียกว่าคำซ้อน เพราะภาษาไทยเรานั้นก็มีคำมากมายเหลือเกิน วันนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องคำซ้อนให้มากขึ้น รับรองว่าไม่ยากแน่นอนค่ะ

 

คำซ้อน

 

 

ความหมายของคำซ้อน

 

คำซ้อน คือ คำที่เกิดจากการนำคำตั้งแต่ 2 คำ ขึ้นไปมาเรียงต่อกัน โดยคำที่นำมาซ้อนกันจะต้องเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน ตรงข้ามกัน หรืออาจมีเสียงที่คล้ายกัน

 

ลักษณะความหมายของคำซ้อน

 

 

ประเภทของคำซ้อน

 

คำซ้อนเพื่อความหมาย

เกิดจากการนำคำ 2 คำที่มีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน หรือตรงข้ามกันมาซ้อนกัน เน้นที่ความหมายของคำ

1. ซ้อนแล้วความหมายเหมือนเดิมหรือชัดเจนมากขึ้น

เช่น จิตใจ รูปร่าง ว่างเปล่า มากมาย สร้างสรรค์ บ้านเมือง

2. ซ้อนแล้วความหมายแคบหรือเฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม

เช่น ขัดถู ใจคอ เชื่อมต่อ กุ้งหอยปูปลา

3. ซ้อนแล้วความหมายกว้างกว่าเดิม

เช่น ถ้วยชาม ข้าวปลา ทุบตี พี่น้อง หลักฐาน

4. ซ้อนแล้วความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม

เช่น หนักแน่น อ่อนหวาน เดือดร้อน ตัดสิน

5. ซ้อนแล้วความหมายไม่แน่นอน เป็นคำซ้อนที่เกิดจากนำคำที่ความหมายตรงกันข้ามมาซ้อนกัน

เช่น ชั่วดี ผิดถูก แพ้ชนะ ยากง่าย บุญกรรม

 

คำซ้อนเพื่อเสียง

เกิดจากการนำคำพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์มาซ้อนกัน ความหมายอาจอยู่ที่พยางค์ใดพยางค์หนึ่ง หรือทุกพยางค์รวมกัน เน้นที่เสียงมากกว่าความหมาย ดังนั้นคำที่นำมาซ้อนจะเป็นคำที่ไม่มีความหมายเลยก็ได้ เช่น งุ่มง่าม ลักลั่น เป็นต้น

 

วิธีสร้างคำซ้อน

 

 

วิธีสร้างคำซ้อนเพื่อความหมาย

นำคำที่มีความหมายสมบูรณ์ในภาษามาซ้อนเข้าด้วยกันให้เกิดเป็นความหมาย คำที่นำมาซ้อนกัน สามารถเป็นได้ทั้งคำไทยกับคำไทย คำไทยกับคำต่างประเทศ หรือคำจากต่างประเทศทั้งคู่เลยก็ได้

 

 

วิธีสร้างคำซ้อนเพื่อเสียง

1. นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นกับตัวสะกดเหมือนกัน แต่เสียงสระต่างกันมาซ้อนกัน

เช่น งุ่มง่าม จริงจัง ตูมตาม อุบอิบ

2. นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นกับเสียงสระเหมือนกัน แต่ตัวสะกดต่างกันมาซ้อนกัน

เช่น ลักลั่น ออดอ้อน รวบรวม

3. นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นต่างกัน แต่มีเสียงสระกับตัวสะกดเหมือนกันมาซ้อนกัน

เช่น แร้นแค้น ราบคาบ จิ้มลิ้ม ลามปาม

4. นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน แต่เสียงสระกับตัวสะกดต่างกันมาซ้อนกัน

เช่น แข็งขัน ขับขี่ ว่างเว้น เจิดจ้า

5. นำคำที่ไม่มีความหมายมาซ้อนกับคำที่มีความหมาย มักใช้ภาษาพูด

เช่น ตาเตอ ร้อนเริ้น บ้าบอ กินเกิน

6. เพิ่มพยางค์ลงไปในคำซ้อนเพื่อให้คำหน้ากับคำหลังสมดุลกัน

เช่น กะหนุงกะหนิง พะรุงพะรัง อิหลักอิเหลื่อ

7. คำซ้อนที่มีหลายพยางค์ จะต้องมีเสียงสัมผัสภายในคำที่คล้องจองกัน โดยที่คำนั้นจะมีความหมายหรือไม่จำเป็นต้องมีความหมายก็ได้

เช่น อดตาหลับขับตานอน เทือกเถาเหล่ากอ ข้าเก่าเต่าเลี้ยง ขิงก็ราข่าก็แรง

 

คำซ้อนแตกต่างจากคำประสมอย่างไร

 

 

วิธีสังเกตข้อแตกต่างระหว่างคำซ้อนกับคำประสม สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยสังเกตที่ความหมายเป็นหลัก คำซ้อนคือการนำคำสองคำมาซ้อนกันเพื่อนเน้นความหมายให้มากขึ้นหรือน้อยลง แต่คำประสมคือการนำคำสองคำมารวมกันแล้วเกิดเป็นความหมายที่ต่างจากไปจากเดิม โดยที่คำทั้ง 2 นั้น แต่เดิมต้องไม่มีความหมายเหมือนกัน ไม่คล้าย และไม่ตรงข้ามกันด้วย ซึ่งแตกต่างกับคำซ้อน เพราะคำที่นำมาซ้อนจะต้องเป็นคำที่มีความหมายเหมือน คล้าย ตรงข้าม หรือเป็นคำที่ไม่มีความหมายเลยก็ได้

 

เป็นอย่างไรคะน้อง ๆ หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการสร้างคำเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง ทีนี้น้อง ๆ ก็พอจะเข้าใจในความหมายและหลักการสร้างคำซ้อนแล้วใช่ไหมคะ สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่อยากฟังคำอธิบายเพิ่มเติมก็สามารถดูย้อนหลังได้ที่คลิปการสอนของครูอุ้ม นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้ความสนุกเพลิดเพลินด้วยนะคะ ตามไปดูกันที่คลิปด้านล่างนี้กันเลย

 

NockAcademy คือโรงเรียนออนไลน์สำหรับเด็ก โดยแอปฯ และเว็บไซต์ นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านคลิปบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย
มากไปกว่านั้น เรายังมีคอร์สเรียนออนไลน์ การสอนพิเศษ การติวนอกสถานที่โดยติวเตอร์ที่แน่นไปด้วยความรู้ อีกด้วย

Add LINE friends for one click to find article. Add LINE friends for one click to find article.
ครูผู้สอน NockAcademy

แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

สามารถดูคลิปบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่มีมากกว่า 2,000+ คลิป และยังสามารถทำแบบทดสอบที่มีมากกว่า 4000+ ข้อ

แนะนำ

แชร์

สมบัติการคูณจำนวนจริง

การให้เหตุผลแบบอุปนัย

การให้เหตุผลแบบอุปนัย การให้เหตุผลแบบอุปนัย คือ การนำประสบการณ์มาสรุปผล เช่น เราไปซื้อผลไม้แล้วเราชิมผลไม้ 2-3 ลูก ปรากฏว่า มีรสหวาน เราเลยสรุปว่าผลไม้ทั้งกองนั้นหวาน เป็นต้น ซึ่งการสรุปผลอาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้ อาจจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้สรุป ดังนั้น ผลสรุปไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เหตุ เมื่อวานแป้งตั้งใจเรียน วันนี้แป้งตั้วใจเรียน ผลสรุป  พรุ่งนี้แป้งจะตั้งใจเรียน การให้เหตุผลแบบนี้ เหมือนเป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งการคาดคะเนนี้อาจจะจริงหรือเท็จก็ได้

โคลงสี่สุภาพ เจาะลึกคำประพันธ์ที่กวีนิยมแต่งมากที่สุด

  โคลงสี่สุภาพ เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่งของบทร้อยกรองที่กวีนิยมนำไปใช้กันมากมาย บทเรียนวันนี้ จะพาน้อง ๆ ไปเรียนรู้เรื่องของโคลงสี่สุภาพ ว่ามีฉันทลักษณ์และลักษณะคำประพันธ์อย่างไร ทำไมถึงได้รับความนิยมในหมู่กวี ไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ   โคลงสี่สุภาพคืออะไร     โคลง เป็นคำประพันธ์ที่มีการเรียบเรียงถ้อยคำเป็นคณะ มีกำหนดเอกโทและสัมผัส ส่วนสุภาพ หรือเสาวภาพ หมายถึงคำที่ไม่มีวรรณยุกต์ โคลงสี่สุภาพปรากฏในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยโคลงที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องว่าแต่งดี ยอดเยี่ยม

ข้อสอบO-Net เรื่องจำนวนจริง

ข้อสอบO-Net ข้อสอบO-Net ในบทความนี้จะคัดเฉพาะเรื่องจำนวนจริงมาให้น้องๆทุกคนได้ดูว่าที่ผ่านมาแต่ละปีข้อสอบเรื่องจำนวนจริงออกแนวไหนบ้าง โดยบทความนี้พี่ได้นำข้อสอบย้อนหลังของปี 49 ถึงปี 52 มาให้น้องๆได้ดูพร้อมเฉลยอย่างละเอียด เมื่อน้องๆได้ศึกษาโจทย์ทั้งหมดและลองฝึกทำด้วยตัวเองแล้ว น้องๆจะสามารถทำข้อสอบทั้งของในโรงเรียนและข้อสอบO-Net ได้แน่นอนค่ะ ข้อสอบO-Net เรื่องจำนวนจริง ปี 49   1.   มีค่าเท่ากับข้อในต่อไปนี้     60      

ศัพท์บัญญัติ

ศัพท์บัญญัติ เรียนรู้การยืมคำและบัญญัติขึ้นใหม่

น้อง ๆ หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำว่า ศัพท์บัญญัติ สักเท่าไหร่ บทเรียนวันนี้จะพาน้อง ๆ ไปทำความรู้จักกับศัพท์บัญญัติที่ว่านั่นกันค่ะว่าคืออะไร มีที่มาและมีหลักเกณฑ์ในการสร้างอย่างไรบ้าง ถ้าน้อง ๆ พร้อมที่จะเรียนรู้กันแล้ว ก็ไปศึกษาเรื่องนี้พร้อมกันเลยค่ะ   การบัญญัติศัพท์คืออะไร     การบัญญัติศัพท์ คือการกำหนดคำศัพท์จากภาษาต่างประเทศขึ้นมาใหม่ในภาษาไทย เพื่อใช้สื่อความหมายบางอย่างโดยเฉพาะในศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง หรือเพื่อใช้ในการเขียนเอกสารของงานราชการ ตามเจตนาของผู้บัญญัติ ซึ่งคำศัพท์ที่เกิดจากวิธีการเช่นนี้จะเรียกว่า ศัพท์บัญญัติ โดยทั่วแล้วศัพท์บัญญัติมักจะมาจากภาษาอังกฤษ

ระยะห่างของเส้นตรง

ระยะห่างของเส้นตรง

ระยะห่างของเส้นตรง ระยะห่างของเส้นตรง มีทั้งระยะห่างระหว่างจุดกับเส้นตรง และระหว่างเส้นตรงสองเส้นที่ขนานกัน ซึ่งจากบทความเรื่องเส้นตรง น้องๆพอจะทราบแล้วว่าเส้นตรงสองเส้นที่ขนานกันความชันจะเท่ากัน ในบทความนี้น้องๆจะทราบวิธีการหาระยะห่างของเส้นตรงที่ขนานกันด้วยซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในการหาสมการเส้นตรงได้ด้วย ระยะห่างระหว่างเส้นตรงกับจุด จากรูปจะได้ว่า  โดยที่ A, B และ C เป็นค่าคงที่ และ A, B ไม่เป็นศูนย์พร้อมกัน ตัวอย่าง1  หาระยะห่างระหว่างจุด (1, 5) และเส้นตรง 2x

การหมุน

การแปลงทางเรขาคณิตโดยการหมุน ( Rotation ) เป็นการแปลงที่จุดทุกจุดของรูปต้นแบบเคลื่อนที่ไปเป็นมุมเดียวกันรอบจุดตรึงอยู่กับที่ ที่กำหนดหรือจุดหมุน การหมุนจะหมุนทวนเข็มนาฬิกาหรือตามเข็มนาฬิกา

โลโก้ NockAcademy

ทดลองฟรี!

เข้าใจได้ทันที NockAcademy ไลฟ์สดอันดับ 1 

โลโก้ NockAcademy

ทดลองฟรี!

เข้าใจได้ทันที NockAcademy ไลฟ์สดอันดับ 1