การแนะนำตัวเองและให้ข้อมูลโดยใช้ “Like”, “Love”, และ “Enjoy”

สวัสดีน้องๆ ม. 1 ทุกคนนะครับ คราวที่แล้วเราได้อ่านเรื่องการใช้ประโยคคำสั่ง ขอร้อง และคำแนะนำกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาดูวิธีการแนะนำตัวเอง และให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับตัวเราแบบง่ายๆ กันครับ
Patra Jumsai Na Ayudhya
Patra Jumsai Na Ayudhya

แชร์

Share on twitter
Share on facebook
like love enjoy ving

สารบัญ

การแนะนำตัวเอง (Introducing Yourself)

ในการทำความรู้จักเพื่อนใหม่สิ่งแรกที่เราต้องพูดเวลาแนะนำตัวเองก็คือข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น  ใช่มั้ยครับ? ก่อนอื่นพี่ขอให้ Pattern ประโยคง่ายๆ เอาไปฝึกใช้กันได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่

  1. การกล่าวทักทาย
  2. การแนะนำชื่อจริง-ชื่อเล่น
  3. การบอกข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ

greetings

introduce name

introduce nickname

other info

Talking about things that you “like”, “love”, and “enjoy”

หลังจากที่เราแนะนำตัวเองได้แล้ว สิ่งต่อไปที่เรามักพูดในการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่นั่นก็คือการบอกว่าเราชอบทำอะไร หรือไม่ชอบทำอะไร ซึ่งพี่มีโครงสร้างอย่างง่ายมาให้น้องๆ ลองฝึกกันดูครับ

structure like love enjoy

คำว่า “like”, “love”, “enjoy” ในที่นี้จะหมายความรวมๆ ว่า “ชอบ…” “เพลิดเพลินกับ…” “สนุกกับ…” สามารถใช้เพื่อบอกความชอบ งานอดิเรก หรือสิ่งที่เราสนใจได้

และกริยาที่อยู่ในรูป -ing มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Gerund” โดยคำเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นคำนาม มีความหมายว่า “การ” หรือ “ความ” ครับ (สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gerund ได้ที่นี่ ) เช่น

walk (v.) = เดิน

walking (n.) = การเดิน

I enjoy walking on the beach. (ฉันเพลิดเพลินกับการเดินบนชายหาด)

 

ตัวอย่าง

like love enjoy

don't like love enjoy

Do you like love enjoy

 

*ถ้าน้องๆ ต้องการพูดถึงสิ่งที่ไม่ชอบ เราสามารถใช้คำว่า “hate” ตามด้วยโครงสร้างแบบที่ให้มาได้เลยครับ เช่น

hate

 

นี่ก็เป็นวิธีการแนะนำตัวเองและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบอย่างง่ายๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความสนใจ และสามารถเปิดประเด็นในการพูดคุยในเรื่องต่างๆ ต่อไป น้องๆ ลองเอาไปฝึกใช้เวลาเจอเพื่อนใหม่กันดูนะครับ

4+

ดูวิดีโอบทเรียนสั้นๆ
แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

สามารถดูวิดีโอบทเรียนวิชา
คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่มีมากกว่า 2,000+ วิดีโอ
และยังสามารถทำแบบทดสอบที่มีมากกว่า 4000+ ข้อ

แชร์

Share on twitter
Share on facebook

แนะนำ

การวัดพื้นที่ ม.2

ในบทความนี้เราจะได้เรียนรู้มาตราต่างๆของหน่วยในระบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งสูตรต่างๆที่ใช้ในการหาพื้นที่ เพื่อให้เราได้นำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง

รากที่สอง

รากที่สอง

การหารากที่สองของจำนวนจริงทำได้หลายวิธี สำหรับวิธีการคำนวณ นักเรียนจะได้เรียนในระดับชั้นที่สูงกว่านี้ สำหรับในชั้นนี้ นักเรียนอาจใช้การแยกตัวประกอบ การประมาณ การเปิดตาราง

comparison of adjectives

Comparison of Adjectives

สวัสดีน้องๆ ม. 1 ทุกคนนะครับ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเรื่องของ Comparison of Adjectives ซึ่งจะคืออะไรและเอาไปใช้อะไรได้บ้าง เราลองไปดูกันเลยครับ

ฟังก์ชันและกราฟของฟังก์ชัน

ฟังก์ชันและกราฟของฟังก์ชัน ฟังก์ชันและกราฟของฟังก์ชัน มีความเกี่ยวข้องกันเนื่องจากฟังก์ชันที่เราเขียนในรูป y = f(x) สามารถนำไปเขียนกราฟในระบบพิกัดฉากได้ ซึ่งกราฟในระบบพิกัดฉากก็คือ กราฟที่ประกอบไปด้วยแกน x และ แกน y   ก่อนที่เราจะเริ่มบทเรียนของฟังก์ชัน อยากให้น้องๆได้ศึกษารูปต่อไปนี้ก่อนนะคะ จากรูป คือการส่งสมาชิกในเซต A ไปยังสมาชิกในเซต B เซต A จะถูกเรียกว่า โดเมน

ฟังก์ชันจากเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่ง

ฟังก์ชันจากเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่ง ฟังก์ชันจากเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่ง เป็นการส่งสมาชิกจากของเซตหนึ่งเรียกเซตนั้นว่าโดเมน ส่งไปให้สมาชิกอีกเซตหนึ่งเซตนั้นเรียกว่าเรนจ์ จากบทความก่อนหน้าเราได้พูดถึงฟังก์ชันและการส่งสมาชิกในเซตไปแล้วบางส่วน ในบทความนี้เราจะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับฟังก์ชันจากเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่งมากขึ้น จากที่เรารู้ว่าเซตของคู่อันดับเซตหนึ่งจะเป็นฟังก์ชันได้นั้น สมาชิกตัวหน้าต้องไปเหมือนกัน แต่ฟังก์ชันจากเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตให้ฟังก์ชันนั้นแคปลงกว่าเดิม เช่น {(1, a), (2, b), (3, a), (4, c)}  จากเซตของคู่อันดับเราสมารถตอบได้เลยว่าเป็นฟังก์ชัน เพราะสมาชิกตัวหน้าไม่เหมือนกัน แต่ฟังก์ชันจากเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่ง คือการที่เรามีเซต 2 เซต แล้วเราส่งสมาชิกในเซตหนึ่งไปอีกเซตหนึ่ง

สมบัติการคูณจำนวนจริง

การให้เหตุผลแบบอุปนัย

การให้เหตุผลแบบอุปนัย การให้เหตุผลแบบอุปนัย คือ การนำประสบการณ์มาสรุปผล เช่น เราไปซื้อผลไม้แล้วเราชิมผลไม้ 2-3 ลูก ปรากฏว่า มีรสหวาน เราเลยสรุปว่าผลไม้ทั้งกองนั้นหวาน เป็นต้น ซึ่งการสรุปผลอาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้ อาจจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้สรุป ดังนั้น ผลสรุปไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เหตุ เมื่อวานแป้งตั้งใจเรียน วันนี้แป้งตั้วใจเรียน ผลสรุป  พรุ่งนี้แป้งจะตั้งใจเรียน การให้เหตุผลแบบนี้ เหมือนเป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งการคาดคะเนนี้อาจจะจริงหรือเท็จก็ได้

ฟรี! ดูวิดีโอบทเรียนสั้นๆ
แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

ฟรี! ดูวิดีโอบทเรียนสั้นๆ
แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

ฟรี! ดูวิดีโอบทเรียนสั้นๆ แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

ฟรี! ดูวิดีโอบทเรียนสั้นๆ
แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้