Modal Auxiliaries ที่สำคัญ

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries

สารบัญ

สวัสดีค่านักเรียนชั้นม.5 ที่น่ารักทุกคน วันนี้เราจะไปดู ” Modal Auxiliaries หรือ Modal verbs “ ที่ใช้บ่อยพร้อมเทคนิคการใช้งานง่ายๆกันค่า Let’s go! ไปลุยกันเลยจร้า

รู้จักกับ Modal Auxiliaries

 

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (2)

Modal Auxiliaries คือ กริยาช่วยกลุ่ม  Modal verbs หรือ  Modals ซึ่งจะมีความหมายพิเศษในตัวของมันเอง และ ไม่ควรจะแปลตรงๆ ตามความหมายใน Dictionary เหมือนกริยาช่วยตระกูล V. to be, V. to do, และ V. to have เราจะต้องดูที่บริบทการใช้งานของผู้พูด

กลุ่มของ Modal verbs ที่ควรรู้จักคือ shall, should, will, would,  may, might can, could, must, ought to,
used to
ที่เราจะได้รู้และทบทวนในบทความนี้นั่นเองค่า

Sit back, relax, and enjoy your lesson! ขอให้สนุกกับการเรียนน๊า

 

การใช้ Modal Verbs ตามเทคนิค “เท่าเดิม ไม่เพิ่มเติมอะไร”

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (3)

 

  1. ไม่เติมอะไรท้ายกริยาที่ตามหลัง Modal verbs ทุกตัว เพราะต้องตามด้วย Verb infinitive
    ง่ายๆ ก็คือ Verb เปลือยที่เป็นรูปกริยาธรรมดาไม่เติม –ing, -ed, ไม่เติม to, หรือ ไม่เติม -s/-es หรืออะไรใดๆเลยค่ะ เช่น

Michel can cook.

แปล ไมเคิลทำอาหารได้ จะเห็นว่า หลังกริยาช่วย can ตามด้วยกริยา V. infinitive “cook” ที่ไม่เติมอะไรเลย
คงไว้รูปแบบกริยาช่องที่1ไม่ผันเด้อ ถ้าเราเจอ Michel can cooks. แบบนี้คือผิด แกรมม่านะคะที่รัก

 

  1. ไม่เติมอะไรหลัง “Modal verbs” ไม่ว่าจะเป็น -s, -es
    เช่น

    ถูก: Tina should exercise every day.
    แปล ตีน่าควรออกกำลังกายทุกวัน

    VS


    ผิด: Tina shoulds exercise every day.

 

 

  1. สำหรับประโยคปฏิเสธนั้น หลัง Modal verbs ให้ใช้ not ได้เลย
    ตามโครงสร้าง
    Subject + Modal verb + not + V. Infinitive…

เช่น
They could not attend the conference.
แปล พวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้

 

การใช้ Modal Auxiliaries แสดง “ความเป็นไปได้”

 

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (4)

 

 

สำหรับความเป็นไปได้ แบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้ คือ เป็นไปได้มาก เป็นไปได้ปานกลาง เป็นไปได้น้อย

ตาราง Modal Auxiliaries 9 คำ พร้อมความหมาย

 

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (5)

 

can can + V. infinitive แปลว่า สามารถ…
could could + V. infinitive แปลว่า สามารถ
may may + V. infinitive แปลว่า อาจจะ
might might + V. infinitive แปลว่า อาจจะ
shall shall + V. infinitive แปลว่า จะ/ ควรจะ
should should + V. infinitive แปลว่า จะ/ ควรจะ
will will + V. infinitive แปลว่า จะ
would would + V. infinitive แปลว่า จะ
must must + V. infinitive แปลว่า ต้อง

 

ข้อควรรู้: would จะใช้เพื่อแสดงการคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคต
ส่วนการใช้ Modal verbs พวก  must, can, will จะแสดงความเป็นไปได้มาก

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (6)

  • Can

Can แปลเป็นไทยได้ว่า สามารถ หรือ มีโอกาสที่จะ ดังนี้

บอกเล่า: I can edit the video.

แปล ฉันสามารถตัดต่อวีดีโอได้

คำถาม: Can you edit the video?

แปล คุณสามารถตัดต่อวีดีโอได้มั้ย

ปฏิเสธ: I cannot (can’t) edit the video.

แปล ฉันไม่สามารถตัดต่อวีดีโอได้

  • Will

เราอาจจะเคยเจอ will ในโครงสร้างของ Future Simple Tense มาบ้างแล้ว ซึ่ง will แปลว่า จะ ใช้บอกอนาคต  เพื่อแสดงถึงแนวโน้มของความเป็นไปได้มาก ในโครงสร้างประโยคบอกเล่า Subject + will + V. Infinitive และแสดงให้เห็นว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต จะมีบางอย่างกำลังดำเนินอยู่ในโครงสร้าง Subject + will + be + V. ing ของประโยค Future Continuous Tense เช่น

 

บอกเล่า: There will be snowing in the evening.

มีความเป็นไปได้มากที่หิมะจะตกเย็นนี้

ปฏิเสธ: They will not (won’t) be late again.
พวกเขาจะไม่สายอีก

คำถาม: Will there be snowing tomorrow?
พรุ่งนี้หิมะจะตกมั้ย

  • ใช้ will เพื่อแสดง ความเต็มใจที่จะทำ หรือ คำสัญญาที่จะทำ

เช่น

I will forgive you.

ฉันจะให้อภัยคุณ

I promise (that) I will come back to you.

ผมให้สัญญาว่าจะกลับมาหาคุณอีกครั้ง

 

Will ในสถานการณ์ ที่ โซเซ แนะนำให้แฟนไปออกกำลังกายที่ฟิต

Joseph: You should go to the fitness center Tina.

คุณควรหาเวลาเข้าฟิตเนาบ้างนะ

Tina: Of course, I will.

แน่นอน ฉันจะไปแน่

 

  • Must

เราใช้ must เมื่อเรามั่นใจว่าบางสิ่ง ต้อง เกิดขึ้น หลัง must ตามด้วย V. Infinitive
แสดงถึงความมั่นใจมาก เช่น

Jill must be Jenny’s sister. They look alike.

จิ้มจะต้องเป็นพี่สาวเจนนี่แน่ๆ พวกเขาดูหน้าตาคล้ายกันมาก

He must be joking.

เขาต้องกำลังล้อฉันเล่นแน่ๆ

Look at his Lamborghini car! He must be very rich!

ดูรถแลมโบกีนี่ของเขาสิ เขาต้องรวยมากแน่ๆเลย

 

 

เมื่อต้องแสดงความเป็นไปได้  “ระดับปานกลาง”

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (7)

กริยาช่วยกลุ่มนี้ ได้แก่ may, might, could, should

คำเหล่านี้เมื่ออยู่ในประโยคจะมีน้ำหนักของคำระดับปานกลาง และจะมีความหมายเหมือนกันซึ่งแปลว่า อาจจะ เช่น

She may skip school today.

หล่อนอาจจะหลบเรียนวันนี้

I might like him a bit.

ฉันอาจจะชอบเขานิดหน่อย

It may/might/could be worst.

มันอาจจะแย่มากๆก็ได้

  • Should

Should มีความหมายว่า น่าจะ หรือ ควรจะ เช่น

 

She has met the doctor already. She should be okay.
หล่อนพบหมอแล้ว หล่อนน่าจะโอเค้กแล้ว

You should take the test.
คุณควรทำแบบทดสอบดูนะ

 

 

  • Could แสดงความเป็นไปได้น้อยมาก

Could นอกจากจะใช้เพื่อแสดงแนวโน้มของความเป็นไปได้ปานกลาง และ การเปรียบเทียบที่เกินจริง บางครั้งเป็นการประชดประชัน
เช่น

I’m hungry. I could eat a horse.

ฉันหิวมาก ฉันสามารถกินม้าได้ทั้งตัวเลย (เกินจริง)

She could win the beauty pageant.

หล่อนคงจะชนะการประกวดนางงามนะ (ประชด) ***ลองนึกถึงสถานการณ์แฟนนางงามขี้อิจฉาพูดประโยคนี้แล้วยิ้มที่มุมปาก

 

How could I be without him?

ฉันจะอยู่ด้วยตัวเองยังไงโดยไม่มีเขา (ไม่มั่นใจ)

  • Semi-modal: “ought to”

การใช้ ought นี้จะแปลว่า “ควรจะ” มีหลักการใช้ดังตัวอย่างบทสนทนาด้านล่างนี้

 

 

หลักการแนะนำทั่วๆไป:

Doctor Mike really ought to take more rest.
คุณหมอไมค์ควรจะพักผ่อนบ้าง

People ought not to go to the night club during Covid-19.
เราไม่ควรจะออกไปเที่ยวตอนกลางคืนช่วงโควิด19

 

และเมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่ควรทำในอดีตแต่ไม่ได้ทำ มักเป็นการเพ้อ แสดงความเสียใจ ตามโครงสร้าง

Subject + ought to+ have +V3+… เช่น

 

I ought to have studied harder so that I could pass the exam.
ฉันควรจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้ถึงจะสอบผ่าน

 

Semi-modal Verb “used to”

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (8)

  • used to คำนี้แปลว่า “เคย”

ปัจจุบันเราไม่นิยมใช้ used to ในรูปแบบของกริยาช่วยแล้ว แต่ก็ยังมีคนพูดถึงอยู่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

I used to exercise so much.
ฉันเคยออกกำลังกายอย่างมาก

She used to date a Hollywood superstar.
หล่อนเคยออกเดทกับนักแสดงฮอลลีวูด

 

เพิ่มเติม: “be used to”
ตามโครงสร้าง (be) used to +noun / V.ing  แปลว่า “เคยชิน” เช่น

I am used to cooking at home.
ฉันชินกับการทำอาหารกินเองแล้ว

Jake is used to living alone.
เจคเคยชินกับการอยู่คนเดียว

A professional nurse is used to having emergency cases.
พยาบาลวิชาชีพเคยชินกับเคสคนไข้ฉุกเฉินแล้ว

 

ตารางสรุปกริยาช่วยเพิ่มเติม

 

 

 

กริยาช่วยรูปปกติ

 

รูปปฎิเสธ (แบบเต็ม)

 

รูปปฎิเสธ (แบบย่อ)

1 is  (เป็น, อยู่, คือ) is not isn’t
2 am  (เป็น, อยู่, คือ) am not ไม่มีรูปย่อ
3 are  (เป็น, อยู่, คือ) are not aren’t
4 was  (เป็น, อยู่, คือ) was not wasn’t
5 were  (เป็น, อยู่, คือ) were not weren’t
6 do  (ทำ) do not don’t
7 does  (ทำ) does not doesn’t
8 did (ทำ) did not didn’t
9 has  (มี) has not hasn’t
10 have  (มี) have not haven’t
11 had (มี) had not hadn’t
12 can (สามารถ) cannot can’t
13 could  (สามารถ) could not couldn’t
14 may  (อาจจะ) may not mayn’t
15 might  (อาจจะ) might not mightn’t
16 will (จะ) will not won’t
17 would จะ) would not wouldn’t
18 shall (จะ) shall not shan’t
19 should (ควรจะ) should not shouldn’t
20 must (จะ,จะต้อง) must not mustn’t
21 need (จำเป็น) need not needn’t
22 dare  (กล้า) dare not daren’t
23 ought to  (ควรจะ) ought not oughtn’t
24 used to  (เคย) used not to usedn’t to

อธิบายเพิ่มเติม:

ตั้งแต่ 12 ถึง 20  เรียกว่า “Modal verbs” ( can, could, may, might, will, would, shall, should, must )
ตั้งแต่ 21 ถึง 24 เรียกว่า “Semi-modal verbs”  ( need, dare, ought to, used to )

สรุปการใช้ Modal auxiliaries

 

NokAcademy_ม5 การใช้ Modal Auxiliaries (9)

  • แสดงความเป็นไปได้ และแนวโน้มของความเป็นไปได้  เช่น  can, could, may, might
  • ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ เช่น should, ought to
  • กฎข้อบังคับ เช่น must
  • มารยาททางสังคม การขออนุญาต แสดงความสุภาพ เช่น can, could, may, might, shall, will, would

เมื่อจะต้องใช้ Modal auxiliaries สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ บริบทการใช้งาน ว่าเราต้องการจะสื่ออะไร ในระดับ เป็นไปได้มาก เป็นไปได้ปานกลาง เป็นไปได้น้อย เพื่อให้เราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง และคล่องมากๆแบบเจ้าของภาษากันจร้า อย่าลืมดูวีดีโอทบทวนบทเรียนในหัวข้อ วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ม.5 เรื่อง Modal auxiliaries ที่สำคัญ กันด้วยเด้อ เลิฟๆ

คลิกที่ปุ่มเพลย์แล้วไปเรียนให้สนุกกันจร้า

 

0
NockAcademy คือโรงเรียนออนไลน์สำหรับเด็ก โดยแอปฯ และเว็บไซต์ นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านวิดีโอบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย มากไปกว่านั้น เรายังมีคอร์สเรียนออนไลน์ การสอนพิเศษ การติวนอกสถานที่โดยติวเตอร์ที่แน่นไปด้วยความรู้ อีกด้วย

แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

สามารถดูวิดีโอบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่มีมากกว่า 2,000+ วิดีโอ และยังสามารถทำแบบทดสอบที่มีมากกว่า 4000+ ข้อ

แนะนำ

แชร์

Share on twitter
Share on facebook
ฟังเพื่อจับใจความ

วิเคราะห์ สังเคราะห์ แยกแยะ 3 วิธีที่จะช่วยให้เราฟังเพื่อจับใจความได้อย่างดี

บทนำ สวัสดีน้อง ๆ ทุกคน สำหรับเนื้อหาในบทเรียนภาษาไทยวันนี้ต้องขอบอกเลยว่าสนุก และไม่หนักจนเกินไป เพราะเป็นเรื่องของทักษะการฟังเพื่อจับใจความที่เราสามารถฝึกฝน เรียนรู้ แล้วนำไปใช้ในการเรียน หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้ โดยวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่าการฟังเพื่อจับใจความมันคืออะไร แตกต่างไปจากการฟังแบบทั่วไปอย่างไร แล้วลักษณะของการฟังเพื่อจับใจความมีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนพร้อมแล้วอย่ารอช้าเรามาเริ่มต้นเข้าสู่เนื้อหาในวันนี้กันเลยดีกว่า     กระบวนการในการฟังของมนุษย์ การฟังเป็นกระบวนการรับสารของมนุษย์อีกอย่างหนึ่งที่ใช้ในการสื่อสาร มนุษย์ใช้กระบวนการรับรู้เสียงต่าง ๆ ผ่านหู และใช้สมองในการแปลความหมาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมนุษย์มีกระบวนการเรียนรู้อยู่หลัก ๆ  5 

Direct Object

Direct and Indirect Objects

สวัสดีน้องๆ ม. 5 ทุกคนนะครับ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่อง Direct และ Indirect Objects กันครับว่าคืออะไร ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

อนุกรมเลขคณิต

อนุกรมเลขคณิต

อนุกรมเลขคณิต อนุกรมเลขคณิต คือการนำลำดับเลขคณิตแต่ละพจน์มาบวกกัน โดย เขียนแทนด้วย จากบทความ “สัญลักษณ์การบวก” ซึ่งเป็นการลดรูปการเขียนจำนวนหลายจำนวนบวกกัน ในบทความนี้จะพูดถึงการบวกของลำดับเลขคณิต การหาผลบวก สูตรสำหรับการหาผลบวกเลขคณิต สูตรอนุกรมเลขคณิต สูตรของอนุกรมเลขคณิตมีอยู่ 2 สูตร ดังนี้ 1)   โดยที่ d คือ ผลต่างร่วม 2)   โดยจะใช้สูตรนี้ก็ต่อเมื่อรู้ค่า

Past Tense ที่มี Time Expressions ในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ

สวัสดีค่ะนักเรียน ม.2 ที่น่ารักทุกคน วันนี้ครูจะพาไปดูเทคนิคและวิธีการใช้ ” Past Tense ที่มี Time Expressions ในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ” ซึ่งเมื่อเล่าถึงเวลาในอดีตส่วนใหญ่แล้วเรามักเจอคำว่า yesterday (เมื่อวานนี้), 1998 (ปี ค.ศ. ที่ผ่านมานานแล้ว), last month (เดือนที่แล้ว)  และกลุ่มคำอื่นๆ ที่กำกับเวลาในอดีต ซึ่งเราจะเจอ Past

การใช้ตัวเชื่อม (Connective words): First,… Second,… Third,… Fourth,… Finally,…

 การใช้ตัวเชื่อม (Connective words) สวัสดีค่ะนักเรียน ม.2 ทุกคน วันนี้ครูมีเทคนิคที่จะทำให้ทุกคนนำไปปรับใช้กับงานเขียนด้วย  การใช้ตัวเชื่อม (connective words) ในภาษาอังกฤษกันค่ะ โดยปรกติแล้วงานเขียนแบ่งออกออกเป็นสองรูปแบบหลักๆคือ เรียงความ (Essay Writing) กับ พารากราฟ (Paragraph Writing) ขอสรุปสั้นๆง่ายๆ ให้ทุกคนเข้าใจว่า Essay คือเรียงความเพราะฉะนั้นจะยาวกว่า Paragraph ที่เป็นเพียงย่อหน้าหนึ่งเท่านั้นนั่นเองค่ะ 

ตัวอย่างโจทย์ปัญหาสัดส่วน

บทความนี้เราจะได้เรียนรู้วิธีการในการหาค่าตัวแปรในการใช้สัดส่วน สามารถมารถนำไปประยุกต์ใช้กับการแก้โจทย์ปัญหาในชีวิตจริงได้ พิจารณาสิ่งที่ต้องการแสดงการเปรียบเทียบโดยการเขียนเป็นอัตราส่วนสองอัตราส่วนอย่างเป็นลำดับและหาค่าของตัวแปรได้

ฟรี! ดูวิดีโอบทเรียนสั้นๆ แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้