เทคนิคอ่านเร็วจับใจความในภาษาอังกฤษ (Skimming and Scanning)

เทคนิคอ่านจับใจความ Skim and Scan

สารบัญ

Add LINE friends for one click to find article. Add LINE friends for one click to find article.

เคยเป็นมั้ยว่าเจอบทความภาษาอังกฤษทีไร ปวดหัวทุกที ทั้งเยอะและยาว เมื่อไหร่จะอ่านจบกว่าจะตอบได้หมดเวลากันพอดี
สวัสดีค่ะนักเรียนชั้นม.1 ทุกคน วันนี้ครูจะพาไปดูเทคนิคการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า อ่านแบบเร็ว (จ๊วด …) หรือ Speed Reading (ภาษาอีสาน จ๊วด แปลว่า เร็วเหมือนเสียงปล่อยจรวด) ถ้าเราสามารถอ่านได้เร็วเหมือนจรวดคงเป็นสิ่งที่ดีมาก ไปจ๊วดกันเลยกับเทคนิคอ่านเร็วทุกคน

ก่อนอื่นจะต้องรู้จักกับประเภทของ Speed Reading กันก่อนค่ะ

การอ่านแบบจับใจความสำคัญส่วนใหญ่แล้วเราจะเจอ ใน 2 รูปแบบค่ะ อันได้แก่ 

การอ่านแบบ Skimming (สะ-กิ๊มมิง) และ Scanning (สะ-แก๊นนิง)
skim scan index

ความหมายของ Skimming 

Skimming เป็นเทคนิคในการอ่านการอ่านแบบข้าม โดยอ่านเนื้อหาทั้งหมดแบบคร่าวๆ ผ่านๆ เพื่อค้นหา Main ideas หรือประเด็นและใจความสำคัญของบทความ (Passage) นั้นๆ ว่าเกี่ยวกับอะไร เราสามารถทำได้ทั้งการอ่านแค่สองสามประโยคแรกแล้วข้ามบรรทัด หรืออ่านเฉพาะประโยคและวลีสำคัญๆ ประกอบกับกวาดสายตาดูบริบทหรือเนื้อหารวมๆ เป็นต้น

Skimming technique

ทำไมต้อง skimming เวลาอ่าน ?

ก็เพราะว่า Skimming เป็นรูปแบบการอ่านแบบหนึ่งจากสองแบบที่จำเป็นมากๆ ถ้าเกิดเราจะต้องอ่านบทความภาษาอังกฤษเยอะมาก จำเป็นต้องอ่านด้วยความไวสูง (Speed reading) เราจะไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยแต่จะกวาดตามองไปอย่างรวดเร็ว และในขณะที่กวาดตานั้น จะต้องมองหาคำหลัก (Keyword) หรือคำสำคัญ (Important word)ให้เจอซึ่งปรกติแล้วหากนำเทคนิคนี้ไปใช้ในการทำข้อสอบ Reading passage แล้วจะทำให้เราเก็บแต้มคะแนนได้อย่างง่ายดายแม้ว่าจะไม่สามารถแปลความหมายคำศัพท์ได้หมดทุกคำ เพราว่าจะช่วยในการหาคำตอบบางชนิดบนบทความที่เรากำลังอ่าน เช่น การหาใจความหลักของเรื่องที่อ่าน(Main idea) และใจความสำคัญของเรื่อง (Key idea) เมื่อต้องการคำตอบที่เกี่ยวกับ วัตถุประสงค์หลักของเนื้อหา (Proposes of the passage) เป็นต้น การอ่านแบบ Skimming จะช่วยประหยัดเวลาในการอ่าน และควรทำเป็นอย่างแรก เพื่อให้เราสามารถมองเห็นภาพรวมคร่าวๆ ว่าเนื้อหาที่เราได้อ่านนั้น เกี่ยวข้องกับอะไร มันคือการมองภาพรวมของเนื้อหาให้เข้าใจก่อนโดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาอ่านรายละเอียดตลอดทั้งเรื่องนั่นเองค่ะ

5skimmingtechniques

สรุปความสำคัญของ เทคนิค Skimming Reading 5 ข้อที่จะช่วยให้อ่านเร็วและตรงประเด็นมากขึ้นดังนี้

 

  1. เมื่อเราต้องการหา ประเด็นหลัก (Main idea) ใจความสำคัญของเรื่อง
  2. เมื่อเราต้องการคำตอบแบที่เกี่ยวกับ วัตถุประสงค์หลัก (Main Purposes) ของเนื้อเรื่อง
  3. เมื่อเราต้องการรู้เกี่ยวกับ อารมณ์ (Mood) และ ความรู้สึก(Tone)
  4. เมื่อเราต้องค้นหาการตีความ (Implications) บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่องที่อ่านซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ประสบการณ์และข้อความรู้ของเราเองด้วย ตรงนี้จะยากกว่าข้อ1, 2, 3 ค่ะ
  5. เมื่อเราต้องการหาการขยายความ เช่น ประโยคที่นำมาเสริมหรือสนับสนุนใจความหลักของเรื่องต่างๆ (Supporting details)

 

Scanning technique

เทคนิคการอ่านแบบ Scanning

เทคนิคของ Scanning คือการกวาดสายตาเพื่อค้นหาข้อมูลที่เจาะจง จะมีประโยชน์ในการหาคำตอบบางชนิด เช่น พวกข้อมูลเฉพาะเจาะจง (Specific details) เช่น ชื่อคน สัตว์ สิ่งของพวกนี้มักเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข วันที่ ชื่อสถานที่ ส่วนเทคนิคอื่นๆ ได้แก่ การอ้างอิง (References) การหาโครงสร้างเชิงเหตุผล ( Reasoning structure) การหาความหมายของคำศัพท์ตามบริบท (Contextual Meaning)  เรียกได้ว่าจะต้องมีพลังสมาธิในการเพ่งเล็งหาข้อมูลหน่วยย่อยให้มากๆนั่นเองค่ะ

 ความต่างของ Skimming และ Scanning

Skimming และ scanning ล้วนเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เราอ่านบทความได้เร็วขึ้น
(Speed reading) แต่ย้ำว่า Scanning นั้นจะกวาดสายตาหาเฉพาะสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น และเราจะไม่อ่านทุกบรรทัด จุดมุ่งหมายอยู่ที่คำบางคำเท่านั้น โดยคำที่ซ้ำๆ เจอคำที่มีความหมายเหมือนกันส่วนใหญ่แล้วมักเป็นใจความสำคัญหรือ Main idea  ส่วน Skimming นั้นจะกวาดสายตาหาเฉพาะสาระสำคัญที่ต้องการค่ะ

 

7 กลุ่มคำถามที่จะเจอบ่อยในข้อสอบ Reading Passage

1) ชื่อบทความ (Title of the passage)

What is the best title for this passage?
What should be the best topic for this passage?

จะตอบคำถามนี้ได้นั้น ให้นักเรียนทุกคนอ่านบทความแบบคร่าวๆ แล้วหาคำที่ซ้ำเยอะที่สุดในบทความ คำนั้นแหละจะนำเราไปสู่คำตอบค่ะ
 2) การถามถึงใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง

What is the main idea of the passage?
What is the key idea of this passage?

เทคนิคคือให้อ่านที่ย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้ายค่ะ เพราะใจความสำคัญมักจะอยู่ที่บทนำหรือบทสรุปนั่นเอง

3) การถามจุดประสงค์ของเนื้อเรื่องที่อ่าน (The purpose of the passage)

What is the purpose of the passage?
What is the main purpose of the passage?

4) การอ่านเพื่อ ตัดสินความถูกต้อง (True or False of the passage)

4.1) ข้อใดถูก

According to the passage, which one of the followings is TRUE?

4.2) ข้อใดผิด

All of the following statements are true EXCEPT….

 5) คำถามเฉพาะเจาะจงที่คำในบรรทัด หรือคำที่พิมพ์ตัวหนา

The word…[line….] is closest in meaning to… ?
The word, “that”, line 6 refers to…?

6) คำถามหาอารมณ์และความรู้สึกของผู้แต่ง (Mood and Tone)

What’s the tone of the passage?
What’s the mood of the passage?

7)คำถามเกี่ยวกับการสรุปบทความ

It can be inferred from the passage that …
It can be concluded that…

ตรงนี้เป็นคำถามประเภทตีความซึ่งต้องอ่านให้ดี อย่าได้โดนโจทย์หลอกเชียว ส่วนจะใช้เทคนิค Skimming หรือ Scanning ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของเราแล้ว แต่ส่วนใหญ่แล้ว การตีความเราจะใช้ Skimming เพราะจะเป็นการอ่านเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของเรื่องที่เราอ่านนั่นเองค่ะเป็นยังไงกันบ้างคะ

ด้านล่างคือภาพแฮมเบอร์เกอร์บทอ่านทั่วไปที่แบ่งหลักๆได้ 3 องค์ประกอบนะคะ ได้แก่ บทนำ (Introduction) ส่วนเนื้อหา (ฺBody) และส่วนสรุป (Conclusion) เพื่อให้เห็นภาพกว้างๆของการอ่านบทความค่านักเรียนทุกคน

 

Hamburger of passage

สำหรับเทคนิคการอ่านเร็ว Speed Reading เพื่อจับใจความ ครูไม่หวังอะไรมากในการอ่านทบทวนเนื้อหาครั้งนี้…แต่หวังว่าเทคนิคนี้จะจับใจเรานะคะ
อย่าลืมทบทวนบทเรียนกันนะคะทุกคน Have a good day!

 

NockAcademy คือโรงเรียนออนไลน์สำหรับเด็ก โดยแอปฯ และเว็บไซต์ นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านคลิปบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย
มากไปกว่านั้น เรายังมีคอร์สเรียนออนไลน์ การสอนพิเศษ การติวนอกสถานที่โดยติวเตอร์ที่แน่นไปด้วยความรู้ อีกด้วย

Add LINE friends for one click to find article. Add LINE friends for one click to find article.
ครูผู้สอน NockAcademy

แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

สามารถดูคลิปบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่มีมากกว่า 2,000+ คลิป และยังสามารถทำแบบทดสอบที่มีมากกว่า 4000+ ข้อ

แนะนำ

แชร์

สมบัติการคูณจำนวนจริง

การให้เหตุผลแบบอุปนัย

การให้เหตุผลแบบอุปนัย การให้เหตุผลแบบอุปนัย คือ การนำประสบการณ์มาสรุปผล เช่น เราไปซื้อผลไม้แล้วเราชิมผลไม้ 2-3 ลูก ปรากฏว่า มีรสหวาน เราเลยสรุปว่าผลไม้ทั้งกองนั้นหวาน เป็นต้น ซึ่งการสรุปผลอาจจะเป็นจริงหรือเท็จก็ได้ อาจจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้สรุป ดังนั้น ผลสรุปไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เหตุ เมื่อวานแป้งตั้งใจเรียน วันนี้แป้งตั้วใจเรียน ผลสรุป  พรุ่งนี้แป้งจะตั้งใจเรียน การให้เหตุผลแบบนี้ เหมือนเป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งการคาดคะเนนี้อาจจะจริงหรือเท็จก็ได้

โคลงโลกนิติ

ศึกษาตัวบทและคุณค่าที่แฝงอยู่ในโคลงโลกนิติ

หลังจากที่ได้เรียนรู้ความเป็นมาและเนื้อหาในโคลงโลกนิติกันแล้ว น้อง ๆ ก็คงจะอยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าตัวบทในโคลงโลกนิติที่มีอยู่มากมายนั้น มีตัวบทไหนที่เด่น ๆ กันบ้าง วันนี้เรามาศึกษาตัวบทที่น่าสนใจเพื่อทำความเข้าใจถึงคติธรรมและคุณค่าที่อยู่ในเรื่องกันค่ะ โคลงโลกนิติ โคลงโลกนิติเป็นบทประพันธ์ที่มีคำสอนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคบเพื่อน การปฏิบัติตัวกับพ่อแม่ หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เรามาดูตัวบทเด่น ๆ ที่ควรรู้กันทีละบทเลยนะคะว่าแต่ละบทสอนเรื่องอะไรบ้าง   ศึกษาตัวบท     ความหมาย กล่าวถึงปลาร้าที่มีกลิ่นเหม็น และใบคา แม้ใบคาจะเป็นใบไม้ที่ไม่มีกลิ่นเฉพาะตัว แต่เมื่อนำไปห่อปลาร้าก็จะทำให้มีกลิ่นเหม็นจากปลาร้าติดไปด้วย

พระบรมราโชวาท

พระบรมราโชวาท ศึกษาตัวบทและคุณค่าที่อยู่ในวรรณคดี

พระบรมราโชวาท เป็นวรรณคดีไทยที่ทรงคุณค่าอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากที่ได้เรียนเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและเรื่องย่อกันไปแล้ว บทเรียนในวันนี้ก็จะพาน้อง ๆ ไปเจาะลึกถึงตัวบทเด่น ๆ ว่ามีใจความอย่างไร รวมถึงศึกษาคุณค่าที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องอีกด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปเรียนรู้เรื่องนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ   ตัวบทเด่น ๆ ในพระบรมราโชวาท   ถอดความ ความตอนนี้กล่าวถึงพระประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ที่ไม่ต้องการให้พระโอรสใช้คำนำหน้าเป็นเจ้า แต่ให้ใช้คำนำหน้าเป็นนายหรืออาจให้ใช้คำลงท้ายแบบขุนนางชั้นสูงได้เท่านั้น เพราะเมื่อประกาศให้คนรู้ว่าเป็นใครสิ่งที่จะตามมาก็คือการต้องรักษายศไว้

ระยะห่างของเส้นตรง

ระยะห่างของเส้นตรง

ระยะห่างของเส้นตรง ระยะห่างของเส้นตรง มีทั้งระยะห่างระหว่างจุดกับเส้นตรง และระหว่างเส้นตรงสองเส้นที่ขนานกัน ซึ่งจากบทความเรื่องเส้นตรง น้องๆพอจะทราบแล้วว่าเส้นตรงสองเส้นที่ขนานกันความชันจะเท่ากัน ในบทความนี้น้องๆจะทราบวิธีการหาระยะห่างของเส้นตรงที่ขนานกันด้วยซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในการหาสมการเส้นตรงได้ด้วย ระยะห่างระหว่างเส้นตรงกับจุด จากรูปจะได้ว่า  โดยที่ A, B และ C เป็นค่าคงที่ และ A, B ไม่เป็นศูนย์พร้อมกัน ตัวอย่าง1  หาระยะห่างระหว่างจุด (1, 5) และเส้นตรง 2x

การแก้ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร

การแก้ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร บทความนี้ได้รวบรวมความรู้เรื่อง การแก้ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร  โดยการเลือกกำจัดตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง(x) เมื่อเลือกกำจัด x จะได้ค่า y แล้วนำค่าของตัวแปร(y) มาแทนค่าในสมการเพื่อหาค่าของตัวแปรอีกหนึ่งตัวแปร (x) ซึ่งก่อนที่จะเรียนเรื่องนี้ น้องๆสามารถศึกษาเรื่อง การแก้ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร โดยใช้กราฟ เพิ่มเติมได้ที่  ⇒⇒ การแก้ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร โดยใช้กราฟ ⇐⇐ ให้ a, b, c, d, e และ

NokAcademy_ProfilePastTense

มารู้จักกับ Past Tenses กันเถอะ

สวัสดีค่ะนักเรียนที่น่ารักทุกคน วันนี้ครูจะพาไปดูเทคนิคและวิธีการใช้ Past Tenses ที่ไม่ได้มีแค่ Past Simple Tenses นะคะ   มาทบทวนเรื่อง Past Tenses กันเถอะ     การพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตนั้นสามารถพูดได้หลายรูปแบบ แต่จะพูดอย่างไรให้สอดคล้องกับบริบทนั้นย่อมสำคัญเช่นกัน และก่อนอื่นเราจะต้องรู้จักก่อนว่า การเล่าถึงงเหตุการณ์ในอดีตนั้นเราสามารถเล่าได้หลายแบบ ครูจะขอยกตัวอย่างจากสถาณการณ์การใช้ไปหาโครงสร้างและคำศัพท์ที่จำเป็นเพื่อให้เราเข้าใจความสำคัของ Tense นั้นๆ ร่วมกับเทคนิค “Situational

โลโก้ NockAcademy

ทดลองฟรี!

เข้าใจได้ทันที NockAcademy ไลฟ์สดอันดับ 1 

โลโก้ NockAcademy

ทดลองฟรี!

เข้าใจได้ทันที NockAcademy ไลฟ์สดอันดับ 1