หลักการใช้ Simple Present Tense+ Present Continuous Tense

สารบัญ

Add LINE friends for one click to find article. Add LINE friends for one click to find article.

สวัสดีนักเรียนชั้นม.1 ที่น่ารักทุกคน วันนี้เราจะไปเรียนรู้เรื่อง” หลักการใช้ Simple Present Tense+ Present Continuous Tenseพร้อมทั้งตัวอย่างสถานการณ์ใกล้ตัว และเทคนิคการจำและนำ Tense ไปใช้กันจร้า ซึ่ง Simple Present Tenseและ Present Continuous Tense นั้นมีสิ่งที่เหมือนกันคือ อยู่ในรูปปัจจุบัน (Present) เหมือนกัน แต่ก็มีบางกรณีที่ใช้บอกอนาคตได้ จะเป็น Tense อะไรนั้น ต้องไปดูกันอีกทีน๊า หากพร้อมแล้วก็ไปลุยกันโลดเด้อ

ความหมายของ Present Simple Tense 

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (2)

Present แปลว่า ปัจจุบัน  ส่วน Simple แปลว่า ธรรมดา ดังนั้น Present Simple Tense จึงเป็นประโยคที่มี โครงสร้างแบบง่าย ๆ ธรรมดา ที่พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน (Present), ลักษณะนิสัย Habits, ความจริง (Truth) อื่นๆ นั่นเองจร้า

 

 ใช้เพื่อพูดถึงเหตุการณ์ ลักษณะนิสัย (Habits) เช่น

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (3)

I always get up at 6 o’clock.
ผม/ฉันตื่นนอน เวลา 6 โมง เสมอ

We watch a movie every weekend.
พวกเราดูหนังทุกๆวันหยุดสุดสัปดาห์

Jimmy likes walking to school everyday.

แปล จิมมี่ชอบการเดินไปโรงเรียนทุกวัน
***ระวังด้วยนะ แม้จะมี walking ในประโยค แต่ประโยคนี้ มีโครงสร้างของ Present simple tense นะจ้ะ ไม่ใช่ Present continuous tense ดูได้จากหน้า walking มีกริยาหลัก (like)อยู่  จุดนี้ผิดบ่อยมากๆ

ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็น ความจริง เป็นนิรันดร ข้อเท็จจริง (Truth) เช่น


The sun rises in the east.
แปล ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิตย์ตะวันออก

Bangkok is the capital city of Thailand.
แปล  กรุงเทพ เป็นเมืองหลวง ของประเทศไทย

หรือ ในคำคมต่างๆ ที่มักใช้บ่อยๆ เช่น

Time waits for no man.
เวลาไม่เคยคอยใคร

Time flies.
เวลาผ่านแล้วผ่านไป

รูปประโยคของ Present Simple Tense

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (4)

 

  1. ประโยคบอกเล่า

โครงสร้างของประโยคบอกเล่า :  Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)

ทั้งนี้คำกริยาช่องที่ 1 นั้นจะมีการเติม s หรือ es ถ้าหากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) แต่ถ้าประธานเป็น I, You หรือประธานพหูพจน์ (You (หลายคน), We, They) ให้คงรูปคำกริยานั้น ๆ ไว้เช่นเดิม เช่น

 

My auntie gives a red envelope to me every Chinese New Year.

แปล คุณป้าของฉันให้ซองอั่งเปาในทุกๆเทศกาลตรุษจีน

 

They sit in the front of the row often.
แปล พวกเขานั่งแถวหน้าบ่อยๆ

**ประโยคนี้ประธานคือ They เป็นพหูพจน์ กริยาคือ enjoy จึงไม่ต้องเติม -s หรือ -es ที่ท้ายกริยา

ข้อสังเกต :

หลักการเติม s,es นั้นง่ายนิดเดียว คือ คำกริยาที่ลงท้ายด้วย sh, ch, o, s, ss, x, z ให้เติม es เมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It, A dog, John) เช่น

ตัวอย่าง:

Johnny fixes a printer at work.
จอนนี่ซ่อมเครื่องปริ้นในที่ทำงาน

 

  1. ประโยคคำถาม

โครงสร้างของประโยคคำถามใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคือ

 

  • แบบที่ 1 : Verb to be + Subject + Object/Complement + (คำบอกเวลา) ?  เช่น

 

ประโยคบอกเล่า: Tina is Danniel’s twin sister.
แปล ตีน่าเป็นน้องสาวฝาแฝดของแดนเนียล

ประโยคคำถาม: Is Tina Danniel’s twin sister?
แปล ตีน่าเป็นน้องสาวฝาแฝดของแดนเนียลเหรอ

  • แบบที่2: การใช้ Wh-question กับ do/does เช่น
    What do you like? หรือ What do you dislike? คุณชอบ หรือ ไม่ชอบอะไร
    What does he/she like ? จะแปลว่า เขา หรือ เธอชอบอะไร 


    นักเรียนสามารถแต่งประโยคตามโครงสร้างง่ายๆได้ดังนี้ค่ะ Subject + like or dislike + V.ing. จะแปลว่า ฉัน หรือ ผม ชอบ หรือ ไม่ชอบ การ… อาจจะมีคนสงสัยว่า “V.ing” นี้หมายถึงอะไร ขอตอบเลยละกันว่า มันก็คือ Gerund นั่นเองค่ะ

    เช่น

     

    Baifern likes drawing a picture.
    แปล ใบเฟิร์นชอบการวาดรูป

การใช้ Present Continuous Tense

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (5)

 

โครงสร้างประโยค Present Continuous Tense:

 

Subject + is, am, are + V.ing

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (6)

 

ตัวอย่างการแต่งประโยค Present Continuous Tense:

  • อธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น เช่น

    My brother is playing a football right now.
    น้องชายของผมกำลังเล่นฟุตบอลอยู่ตอนนี้

  • บอกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในระหว่างช่วงเวลานี้ ความฮิตของเหตุการณ์ปัจจุบัน บนโลกโซเซียลต่างๆ
    เช่น


    Is she having a Tiktok account?
    หล่อนมีบัญชี Tiktok มั้ยนะ

  • อธิบายสิ่งหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่มีการวางแผน ล่วงหน้าไว้แล้ว
    เช่น

    They are leaving for a shift soon.
    พวกเขาจะไปเข้ากะเร็วๆนี้

คำบอกเวลาของ Present Continuous Tense เช่น

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (7)


right now = ตอนนี้
now= ตอนนี้
at the moment =ขณะนี้
at this moment = ขณะนี้

 

หลักการเติม ” –ing”

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (8)

 

  1. คำกริยานั้นมีสระเสียงสั้น a, e, i, o, u อยู่หน้าพยัญชนะท้าย หรือคำกริยานั้น ๆ มีตัวสะกดเพียงตัวเดียว ก่อนเติม -ing ให้เพิ่มตัวสะกด แล้วจึงเติม –ing นะจ้ะ เช่น

cut   จะได้  cutting

shop  จะได้  shopping

 

 

  1. หากคำกริยานั้นลงท้ายด้วย -e ให้ตัด -e ทิ้งแล้วเติม -ing เช่น

 

make   จะได้    making

smoke  จะได้  smoking

 

 

  1. ถ้าเจอคำกริยาที่มีสระ 2 ตัว (a, e, i, o, u) ให้เติม -ing ได้เลยเด้อ เช่น

 

cook   จะได้     cooking

read   จะได้     reading

 

  1. หากว่าคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -ie ให้เปลี่ยน -ie เป็น y แล้วจึงเติม –ing ได้เลยจร้า เช่น

lie   จะได้     lying

die   จะได้     dying

 

 กริยาที่ไม่ใช้ใน Continuous Tenses

 

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (9)

ได้แก่ กริยาที่แสดงการรับรู้ (verbs of perception) แสดงภาวะของจิตใจ (state of mind) ความรู้สึก (feeling) หรือความสัมพันธ์ (relationship)

ได้แก่

matter = มีความสำคัญ

fit = เหมาะ

taste =ได้รส, รู้รส

belive = เชื่อ

feel = รู้สึก

know =รู้

contain =บรรจุ

smell= ได้กลิ่น

กริยาบางตัวไม่สามารถนำมาใช้ใน Present Continuous Tense ได้ ต้องใช้ในรูปของ Present Simple Tense เท่านั้น กริยาพวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นกริยาที่เป็นนามธรรม แสดงความเป็นเจ้าของ หรือ กริยาที่เกี่ยวกับความรู้สึก นอกจากนั้นก็จะมี “คำกริยาที่เป็นนามธรรม” ด้านล่างเลยจร้า

 

  • คำกริยาที่เป็นนามธรรม (Abstract Verbs)
    to be, to want, to cost, to seem, to need, to care, to contain, to owe, to exist…

 

ผิด: I am seeming worried.
แปลว่า ฉันกำลังดูรู้สึกกังวล ซึ่งผิดแกรมม่าน๊า

ถูกต้อง: I seem worried.

แปลว่า ฉันดูกังวล  ( ต้องเปลี่ยนเป็น Present Simple Tense ทันทีเลย จร้า)

 

สรุป

Present SimpleTense+ Present Continuous Tense (10)

สรุปคือ ในบางกรณีของ Present Continuous Tense นั้นสามารถบอกอนาคตได้ เน้นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ Present Simple Tense นั้นจะเน้นเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นลักษณะนิสัยทั่วไป เป็นความจริง ทั้ง Simple Present Tense และ Present Continuous Tense อยู่ในตระกูล Present Tense หรือ Tense ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ก็มีข้อแตกต่างคือ ในบางกรณีของ Present Continuous Tense นั้นสามารถบอกอนาคตได้ เช่น

ตัวอย่างสรุป:

John goes to Europe often.
(จอห์นไปเที่ยวยุโรปบ่อยๆ)

John is going to Europe next week.
(จอห์นจะไปยุโรปบ่สับดาห์หน้า)
***แม้ว่ารูปประโยคนี้จะอยู่ในปัจจุบันกำลังทำ แต่ความหมายนั้นเป็นอนาคต ขอให้นักเรียนทุกคนอย่าลืมดูที่บริบทการใช้ด้วยน๊า

อย่าลืมดูวีดีโอทบทวนบทเรียนในหัวข้อ หลักการใช้  Simple Present Tense+ Present Continuous Tense กันด้วยเด้อ เลิฟๆ

คลิกที่ปุ่มเพลย์แล้วไปเรียนให้สนุกกันจร้า 

Sit back, relax, and enjoy your lesson!

NockAcademy คือโรงเรียนออนไลน์สำหรับเด็ก โดยแอปฯ และเว็บไซต์ นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านคลิปบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย
มากไปกว่านั้น เรายังมีคอร์สเรียนออนไลน์ การสอนพิเศษ การติวนอกสถานที่โดยติวเตอร์ที่แน่นไปด้วยความรู้ อีกด้วย

Add LINE friends for one click to find article. Add LINE friends for one click to find article.
ครูผู้สอน NockAcademy

แค่ 10 นาที ก็เข้าใจได้

สามารถดูคลิปบทเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่มีมากกว่า 2,000+ คลิป และยังสามารถทำแบบทดสอบที่มีมากกว่า 4000+ ข้อ

แนะนำ

แชร์

ลิลิตตะเลงพ่าย

ลิลิตตะเลงพ่าย ความเป็นมาของลิลิตชั้นยอดของเมืองไทย

ลิลิตตะเลงพ่าย ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดของลิลิต ที่แต่งดีที่สุด โดยบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนTรรมของโลก เกริ่นมาเพียงเท่านี้น้อง ๆ ก็คงจะอยากรู้ที่มาและเรื่องของลิลิตตะเลงพ่ายมากขึ้นกว่าเดิมใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปเรียนรู้วรรณคดีเรื่องสำคัญของไทยเรื่องนี้กันเลยค่ะ   ลิลิตตะเลงพ่าย ความเป็นมา   ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รัตนกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระนามเดิมของพระองค์คือ พระองค์เจ้าวาสุกรี เป็นพระเจ้าลูกยาเธอองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช     สมเด็จพระมหาสมณเจ้า

คุณศัพท์บอกความรู้สึก

การใช้คำคุณศัพท์และการบอกความรู้สึก

สวัสดีค่ะนักเรียนชั้นม.2 ที่น่ารักทุกคน วันนี้ครูจะพาไปดูเทคนิคและวิธีการใช้ Descriptive Adjective การใช้คำคุณศัพท์บอกลักษณะและความรู้สึก กันค่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลยจร้า    ความหมายของคำคุณศัพท์     คำคุณศัพท์หรือ Adjective มีตัวย่อคือ Adj.  ทำหน้าที่ขยายคำนามหรือสรรพนามที่อยู่ในประโยค คำนามหรือสรรพนาม ณ ที่นี้ ก็คือ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่

กราฟของความสัมพันธ์

กราฟของความสัมพันธ์ กราฟของความสัมพันธ์ r คือเซตของจุดในระนาบx, y โดยที่แต่ละจุดคือสมาชิกของความสัมพันธ์ r นั่นเอง อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ เมื่อเราได้เซตของความสัมพันธ์ r ที่มีสมาชิกในเซตคือคู่อันดับแล้ว เราก็นำคู่อันดับแต่ละคู่มาเขียนกราฟนั่นเอง เช่น r = {(1, 1), (1, 2), (2, 2), (3, 4)} นำมาเขียนกราฟของความสัมพันธ์

สำนวนไทยที่เราควรรู้ และตัวอย่างการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

น้อง ๆ เคยเป็นกันหรือเปล่าคะ เวลาที่อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่มันช่างยาวเหลือเกิน กว่าจะพูดออกมาหมดนอกจากคนฟังจะเบื่อแล้วยังอาจทำให้เขาไม่สนใจคำพูดของเราเลยก็เป็นไปได้ เพราะอย่างนั้นแหละค่ะในภาษาไทยของเราจึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสำนวนขึ้นมาเพื่อใช้บอกเล่าเรื่องราวที่ถูกกลั่นกรองออกมาจนได้คำที่สละสลวย รวมใจความยาว ๆ ให้สั้นลง ทำให้เราไม่ต้องพูดอะไรให้ยืดยาวอีกต่อไป บทเรียนในวันนี้จะพาน้อง ๆ ไปทบทวนความรู้เรื่อง สำนวนไทย รวมถึงตัวอย่างสำนวนน่ารู้ในชีวิตประจำวันเพิ่มเติมด้วยค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย   ความหมายและลักษณะของ สำนวนไทย   สำนวน หมายถึง ถ้อยคำหรือสำนวนพูดหรือเขียนที่มีความหมายไม่ตรงกับรากศัพท์หรือตรงไปตรงมาตามพจนานุกรม แต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายเป็นอย่างอื่น

กราฟของความสัมพันธ์เชิงเส้น ปก

กราฟของความสัมพันธ์เชิงเส้น

บทความนี้จะเป็นการสอนวิธีการเขียน กราฟของความสัมพันธ์เชิงเส้น ซึ่งทำได้โดยการหาความสัมพันธ์ของจำนวนสองจำนวน เขียนให้อยู่ในรูปคู่อันดับ และเขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ข้างต้น ซึ่งน้องๆสามารถศึกษาการเขียนกราฟของความสัมพันธ์เชิงเส้นเพิ่มเติมได้ที่  ⇒⇒ กราฟของความสัมพันธ์เชิงเส้น ⇐⇐ คู่อันดับ กราฟของความสัมพันธ์เชิงเส้น เขียนแสดงความเกี่ยวข้องของปริมาณสองปริมาณที่กำหนดให้ โดยความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสองปริมาณที่พบในชีวิตประจำวัน เช่น ปริมาณของน้ำประปาที่ใช้กับค่าน้ำ ปริมาณเวลาในการใช้โทรศัพท์กับค่าโทรศัพท์ ระยะทางที่โดยสารรถประจำทางปรับอากาศกับค่าโดยสาร ปริมาณของกระแสไฟฟ้ากับค่าไฟฟ้า เป็นต้น เราสามารถเขียนแสดงความสัมพันธ์เหล่านี้ในรูปตาราง แผนภาพ คู่อันดับ รวมทั้งแสดงในรูปของกราฟได้ ซึ่งในหัวข้อนี้ เราจะทำความรู้จักกับคู่อันดับกันก่อนนะคะ

เสียงสระในภาษาไทย

เสียงในภาษาไทยมีทั้งหมด 3  เสียงคือพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ จากที่เราได้ทำความเข้าใจในเรื่องเสียงพยัญชนะกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาเรียนรู้อีกเสียงหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องเสียงสระนั่นเองค่ะ เสียงสระจะมีกี่ชนิด แบ่งเป็นชนิดใดบ้าง ไปเรียนรู้เรื่องนี้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ     เสียงสระ เสียงสระเป็นเสียงที่เกิดจากลมภายในปอด เปล่งออกมาโดยใช้การเคลื่อนไหวของลิ้นและริมฝีปาก เสียงที่ได้จะแบ่งออกได้ดังนี้ค่ะ สระเดี่ยว สระเดี่ยวหรือสระแท้ มีทั้งหมด 18 เสียง เสียงสั้นและเสียงยาวจับกันได้ 9

โลโก้ NockAcademy

ทดลองฟรี!

เข้าใจได้ทันที NockAcademy ไลฟ์สดอันดับ 1 

โลโก้ NockAcademy

ทดลองฟรี!

เข้าใจได้ทันที NockAcademy ไลฟ์สดอันดับ 1